ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ สาวซิวิคซิ่ง 9ศพ กับบทสรุปของการตัดสินคดี

25/06/61 เวลา 12:03 น.


ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์  สาวซิวิค 9ศพ กับบทสรุปของการตัดสินคดี

Mthainews: คดีสะเทือนขวัญ คืนวันที่ 27 ธ.ค.53 กรณี น.ส.แพรวพราว(นามสมมุติ) เยาวชนอายุ 18 ปี ขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ชนรถตู้โดยสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ บนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า ช่วงด้านหน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยังคงยืดเยื้อ ยาวนานผ่านมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมว่าจะมีบทลงโทษอย่างไร

ภายหลังเกิดเหตุไม่นาน นายณัฐ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พระเอกชื่อดังจากค่ายเอ็กแซ็กท์ ออกมายอมรับว่า คนขับซีวิคที่ชนรถตู้จนมีคนเสียชีวิต คือน้องสาวต่างมารดา อย่างไรก็ดี สังคมต่างต้องการรู้ว่า บทลงโทษ จะลงเอยอย่างไร ในกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งข้อหา ประมาทขับรถชนคนตาย และไม่มีใบอนุญาติขับขี่ แต่จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาคือ ขับรถโดยประมาท และ โทรศัพท์ขณะขับรถ ระหว่างเข้าให้ศาลสอบปากคำ เมื่อ 8 กรกฎาคม 2554

 

คดีนี้จึงต้องย้อนรอยกลับไปดูเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.53ที่ผ่านมาเมื่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลชนรถตู้โดยสาร ทำให้รถตู้พลิกคว่ำไปชนขอบกั้นคอนกรีต และฟาดกับเสาไฟทำให้ประตูรถตู้เปิดออก ก่อนรถตู้จะคว่ำในลักษณะตะแคง แรงเหวี่ยงทำให้ผู้โดยสารภายในรถตู้กระเด็นออกมา ตกลงไปยังพื้นถนนด้านล่าง มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ศพเป็นชาย 4 ศพ หญิง 4 ศพ โดย 1 ศพกระเด็นตกลงมามาสิ้นใจบนสะพานลอยคนข้าม ที่อยู่ใต้ทางด่วนโทลล์เวย์พอดี มี 1 ศพตกลงไปในคูน้ำ และมีผู้บาดเจ็บอีก 7 ราย


 

ภาพจาก @eMrWhite

 

สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ฮอนด้าซีวิคมีอายุ 17 ปี บาดเจ็บเล็กน้อย (เยาวชนผู้นี้ยังอายุไม่ครบ 18 ปี จึงไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546) ให้การว่า…เพิ่งไปสหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาเมืองไทยไม่นาน ก็มาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว โดยในช่วงเกิดเหตุขับมามาลำพังคนเดียว และได้เร่งความเร็วขึ้นมาเพื่อจะแซงทางเลนขวา ส่วนรถตู้ที่แล่นช้ากว่า เกิดเบียดข้ามเลนมาทางขวากะทันหัน จึงบีบแตรไล่เสียงดังลั่นถนน รถตู้จึงหักพวงมาลัยกลับเข้าเลนกลางตามเดิม แต่ก็ช้าเกินไป เพราะรถเก๋งได้เสยท้ายรถตู้อย่างแรง จนรถตู้เสียหลักไปฟาดกับขอบทางด่วนฝั่งซ้ายมือ จากนั้นประตูรถตู้ก็ได้เปิด และแรงเหวี่ยงส่งผู้โดยสารปลิวออกจากตัวรถ กระเด็นลงไปกระแทกพื้นข้างล่าง ส่วนรถเก๋งของ กระเด็นไปชนขอบทางฝั่งขวา เสียหายยับเยินเช่นกัน

ภายหลังทราบชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 ราย ประกอบไปด้วย
1. ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง นักวิทยาศาสตร์ประจำ สวทช. เพิ่งจบการศึกษาปริญญาเอก จากประเทศอังกฤษ
2. นายอุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่ สวทช. อยู่บ้านเลขที่ 28/1 หมู่ 1 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
3. นายปรัชญา คันธา อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/29 หมู่ 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่
4. นายภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/73 ซ.อารีย์ 4 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.
5. น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหลานของนางนฤมล นิลวรรณ ดารารุ่นใหญ่
6. นางนฤมล ปิตาทานัง อายุ 38 ปี คนขับรถตู้
7. นายเกียรติมันต์ รอดอารีย์ อายุ 23 ปี
8. น.ส. ตรอง สุดธนกิจ 24 ปี ติดตามหาญาติ 46 ม.16 บางละมาด เขตตลิ่งชัน กทม.
9. น.ส.จันจิรา ซิมกระโทก อายุ 22 ปี นักศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย ประกอบด้วย
1. น.ส.กัญจน์นภัส ปัญญาประเสริฐ อายุ 23 ปี มีบาดแผลทั่วทั้งร่างกาย และมีอาการปวดหลัง มีผลที่เท้า และเข่า นิ้วก้อยเท้าแตก
2. นายวรัญญู เกตุชู อายุ 20 ปี บาดเจ็บไหปลาร้าซ้ายหัก หัวเข่าแตก
3. น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา อายุ 17 ปี คนขับรถเก๋ง
4. นายมูฮัมหมัด ชารีฟ อายุ 31 ปี มีผลที่เท้า และเข่า นิ้วก้อยเท้าแตก
5. นายวิสรุต พลสิทธิ์ อายุ 35 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื้อตัวบวมช้ำ
6. นายสุนทร ปิตาทานัง อายุ 43 ปี มีแผลศีรษะแตก หัวไหล่ซ้ายเคลื่อน

วันที่ 1 มกราคม 2554 นางลัดดาวัลย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แม่ของ นางสาวแพรวพราว (นามสมมติ) พร้อมด้วยญาติ ได้เดินทางไปที่ วัดเกาะนัมมทาปทวลัญชาราม อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพื่อขอขมาศพของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง นักวิจัยสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งทันที่ นางลัดดาวัลย์ เห็น นางถวิล เช้าเที่ยง อายุ 62 ปี แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา ก็ตรงเข้าไปคุกเข่าลงกราบเท้า นางถวิล 3 ครั้ง พร้อมร่ำไห้กล่าวขอโทษแทนลูก เผยลูกสาวอยากมาด้วยตัวเอง แต่ขณะนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่

ขณะที่ นางถวิล กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า ไม่ ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ คนเราทุกคนไม่ได้แกล้ง แม่เองก็ให้อภัยกัน ที่เสียใจเพราะลูกฉันเป็นคนดี ฉันไม่ได้แกล้งว่า แต่คนรอบข้างชมเขาทุกคนว่าเขาเป็นคนดีมาก เราอยู่กันมาแค่สองคน ตำรวจมาถามว่าฉันอยู่กับใคร ฉันก็บอกว่าอยู่คนเดียว คุณยังมีลูกที่คอยกินข้าวด้วยกัน แต่ฉันไม่มีแล้ว นอกจากนี้งานพิธีศพของผู้เสียชีวิตก็เป็นไปอย่างโศกเศร้า

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่า เหตุใดจึงไม่มีการจับกุมตัว ซึ่งที่ผ่านมา มีข่าวและกระแสต่างๆว่า คดีนี้อาจจะหลุด เพียงเพราะเป็นคนที่มีนามสกุลใหญ่โต

ขณะที่จำเลยมีการออกแถลงการณ์ของทนาย 2ฉบับ โดยมีใจความว่า

จากภาพถ่ายรถคู่กรณีทั้งสองคัน ไม่พบร่องรอยสีของรถยนต์ทั้งสองคันติดกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ยาก หากเกิดการเฉี่ยวชนอย่างรุนแรงขนาดนั้น จะไม่เกิดร่องรอยหรือสีของรถทั้งสองคันติดอยู่บนตัวถังรถซึ่งกันและกัน จึงขอให้สังคมโปรดพิจารณาตามข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ยังเล็งเห็นว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่ารถยนต์ทั้งสองคัน อาจจะไม่ได้เฉี่ยวชนกัน แต่อาจเกิดจากการเสียหลัก เพราะเหตุที่รถตู้โดยสารขับค่อมเลนและปาดหน้ามายังช่องทางเดินรถด้านขวาสุด อย่างกะทันหัน ขณะที่รถซีวิคก็พยายามหักหลบหนี จนเกิดเป็นอุบัติเหตุขึ้นดังกล่าว ส่วนเหตุที่รถตู้โดยสารเสียหลักหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษาว่า เกิดจากสภาพของรถหรือเกิดจากผู้ขับขี่ และหากมองจากภาพวิดีโอที่ปรากฎทางสื่อต่างๆ น่าจะเห็นได้ชัดเจนว่า รถซีวิคได้เบนหน้ารถออกมาทางด้านซ้าย ซึ่งเป็นการหักหลบ เพื่อให้พ้นการเฉี่ยวชน




 

ส่วนการโพสต์ข้อความลงในอินเตอร์เน็ต โดยนำภาพของผู้ต้องหาขณะพยายามใช้โทรศัพท์ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปลงพร้อมกับมีรูปประกอบการโพสต์ข้อความในโทรศัพท์แบล็คเบอร์รี ทำนองว่า “เซ็งเลย รถเราไปเฉี่ยวรถตู้” หรือ “อัพรูปไปแล้วภาพรถตู้ด้วย เหมือนในหนังเลยตะเอง” หรือ “อีกแปปก็ไปแล้ว พ่อกำลังเคลียร์กับนักข่าวอยู่” หรือ ขึ้นสถานะว่า “เมื่อกี้ชั้นขับรถชนรถตู้ คนตายไปเท่าไหร่ไม่รู้ 555 ตื่นเต้นชะมัดเลยอ่า เด๋วอัพรูปลงเฟสบุ๊คให้ดู” อันเป็นเหตุให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมในเชิงลบอย่างหนัก ทางทีมกฎหมายได้ชี้แจ้งว่า ข้อความดังกล่าวฝ่ายผู้ต้องหาไม่ได้เป็นผู้โพสต์ และภายหลังจากเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ถูกอัดอยู่ใต้พวงมาลัยรถ จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือและถูกพยุงมาพิงกับขอบทางด่วน พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำจากหน่วยกู้ชีพให้โทรติดต่อหาญาติและผู้ปกครอง โดยหน่วยกู้ชีพได้ไปหาโทรศัพท์จากรถยนต์ซีวิคมาให้กับผู้ต้องหาใช้ ในจังหวะที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่นั้น ก็ถูกช่างภาพถ่ายรูปไว้และต่อมาเรื่องดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าข้อ ความในโทรศัพท์แบล็คเบอร์รีนั้น ผู้ต้องหาไม่ได้เป็นผู้พิมพ์แต่อย่างใด หากแต่มีผู้ทำภาพตัดต่อแต่งเติมขึ้นมา จึงขอเรียนย้ำให้ทราบทั่วกัน

ในขณะที่ประเด็นที่ระบุว่าฝ่ายผู้ต้องหา ไม่เคยติดต่อเข้าไปเจรจากับผู้เสียหาย ซึ่งขอเรียนว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุ ครอบครัวของผู้ต้องหาได้พยายามติดต่อหาญาติของผู้เสียหายเกือบทุกท่าน แต่การพูดคุยทำได้ไม่มากดังที่เป็นข่าว บางรายอ้างว่าต้องรอคุยกับทีมกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสียก่อน แต่อย่างไรก็ตามในการเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายผู้ต้องหาได้แสดงเจตนาชัดเจนและขอให้พนักงานสอบสวนนัดเจรจากับฝ่ายผู้ เสียหายแล้ว แต่ภายหลังก็ได้ทราบว่า ทีมกฎหมายของธรรมศาสตร์ได้ตอบปฏิเสธเรื่องการเจรจา ข้อเท็จจริงจึง ไม่ใช่กรณีที่ฝ่ายผู้ต้องหาไม่ได้พยายามที่จะเจรจากับฝ่ายผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะความประสงค์ของตัวแทนของฝ่ายกฎหมายของผู้เสียหายต่างหาก

ทั้งนี้ทีมกฎหมายยังเรียนมายังผู้ที่สนใจ ในกรณีดังกล่าวว่า สิ่งที่แถลงการณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำให้การของผู้ที่เกี่ยว ข้อง รวมทั้งหลักฐานที่ปรากฎชัด ซึ่งไม่ใช่คำอ้างลอยๆ เพียงเพื่อจะต่อสู้คดีเท่านั้น และฝ่ายผู้ต้องหาพร้อมที่จะไปพบพนักงานอัยการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป และหวังว่าทุกท่านคงเข้าใจและพยายามดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การยุติของพิพาท ไม่ว่าโดยการเจรจาหรือโดยกระบวนการทางศาล เพื่อความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่อจากนี้จะมีการเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงกันอย่างทั่วถึงต่อไป
—————————————————————

จากนั้นก็มีการออกแถลงการณ์ตอบโต้จากทางกลุ่มเพื่อนหลากสกุลของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 สพ จากอุบัติเหตุรถตู้ถูกชนตกโทลล์เวย์ ระบุว่า

“จากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ชนรถตู้ โดยสารสาธารณะเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 9 ศพ นั้น ทางกลุ่มฯ มีวัตถุประสงค์ในการประกาศแถลงการณ์ดังนี้”
1. ทางกลุ่มฯ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศแถลงการณ์จากราชสกุลเทพหัสดิน อันเป็นรูปแบบแถลงการณ์ที่เป็นทางการและเคร่งครัดตามแบบจดหมายราชการมากกว่า จะเป็นการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอย่างที่ท่านได้กล่าวไว้”
2. แม้จะยังไม่มีผลการตัดสินให้คดีถึงที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ กระแสสังคมกำลังจับตาท่าทีและการแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่เกิดจากการขับรถ โดยประมาทของผู้ขับรถยนต์ตามที่ปรากฎในข่าว ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรจะเป็นผู้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจด้วยตนเองหรือผ่านทาง ครอบครัวด้วยการเผชิญหน้ากับสื่อและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง”
3.อุบัติเหตุและความสูญเสียเป็นสิ่งที่เกิน ความสามารถของมนุษย์ปุถุชนจะควบคุมได้ แต่คำขอโทษและการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งด้วยความจริงใจ ผ่านคำพูด สีหน้า และแววตา เป็นสิ่งที่ไม่เกินความสามารถที่มนุษย์ปุถุชนที่ไม่บกพร่องทางจิตสำนึกจะทำ ได้”

                                                               ขอแสดงความนับถือ

                                                               กลุ่มเพื่อนหลากสกุลของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ศพ

 

อย่างไรก็ดี จำเลยได้ควงแขนบิดามารดาและทนายความ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาขับรถชนรถตู้โดยสารบนทางด่วนโทลล์เวย์เมื่อ 5 ม.ค. 2554 ตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน สน.วิภาวดี ซึ่งตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินเสียหายมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต และ ข้อหาขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่

ในส่วนของผู้เสียชีวิตนั้น ทีมกฎหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดยดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้พาญาติของผู้เสียชีวิต เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.วิภาวดีเมื่อ 21 ก.พ. 54 ให้ดำเนินคดีกับ พ่อ-แม่ของผู้ก่อเหตุ และเจ้าของรถเก๋งฮอนด้าซีวิคคันดังกล่าว ในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งการเข้าแจ้งความดังกล่าว ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เผยว่าเพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง เป็นบทเรียนและบรรทัดฐานให้สังคมไทย ที่พ่อ-แม่และเจ้าของรถต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ให้ผู้เยาว์ที่ไม่มีใบขับขี่นำรถออกไปขับ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้อีก

“อย่างที่ทราบว่าผู้ก่อเหตุนั้น เป็นผู้เยาว์ ดังนั้นเมื่อผู้เยาว์กระทำความผิด ผู้ที่เป็นพ่อแม่ก็ต้องมีความผิดด้วย รวมถึงในส่วนของเจ้าของรถก็เช่นกัน”

คดีนี้มีการดำเนินคดีเรื่อยมา โดยมีการร้องเรียนจากญาติผู้เสียชีวิตบางรายว่า ไม่เคยได้รับเงินเยียวยา และการมาพบถามไถ่แต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ 30 ก.ค.2555 สาวซีวิค 9 ศพ เจอญาติเหยื่อครั้งแรก ตามคดีหมายเลขดำหมาย 1233/2554 ที่อัยการฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวพราว (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท จนเป็นเหตุในผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์

ทั้ง 2 ฝ่ายมาประชุมร่วมกัน โดยญาติผู้เสียหายเดินทางมาศาลเกือบครบ ขณะที่บางครอบครัวไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัดและไม่ได้รับหมายเรียก ด้าน สาวซิวิค หรือ น.ส.แพรวพราว (นามสมมติ) จำเลย เดินทางมาพร้อมบิดาและมารดาโดยรถตู้ และได้หลบผู้สื่อข่าวเข้ามาภายในอาคารทันที บอกเพียงสั้นๆว่า “ขอโทษค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ

 

โดยนายจิรนิติ หะวานนท์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แถลงระบุว่า ตามหลัก พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และกติกาสากลที่อยู่ในอนุสัญญาสิทธิเด็ก ต้องแก้ไขฟื้นฟูเด็กให้กลับมาเป็นคนดีและอยู่ในสังคมต่อไปได้ ซึ่งคดีนี้ศาลได้ดำเนินการประชุมกลุ่มครอบครัวผู้เสียหาย และสหวิชาชีพตามกฎหมาย มาตรา 132 เพื่อนำไปสู่การกำหนดวิธีขั้นตอนมาตรการเยียวยา และบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาช่วยกันคิด ฝ่ายครอบครัวผู้เสียหายและจำเลยจะมีโอกาสพูดคุยกันเป็นครั้งแรก จะตกลงกันได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบรรยากาศในที่ประชุม ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถพูดคุยกันได้จริงๆ ก็ต้องส่งเรื่องกลับไปที่องค์คณะในคดีดังกล่าว เพื่อให้มีการอ่านคำพิพากษาต่อไป

ทั้งนี้ เหตุที่เพิ่งนำแผนการฟื้นฟูเยียวยาเข้ามาใช้กับคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้เมื่อ พฤษภาคม 2554 ซึ่งขณะนั้นคดีนี้ได้มีการสืบพยานไปบ้างแล้ว หากจะยุติการสืบพยานกลางคัน จะส่งผลต่อรูปคดี เพราะทั้ง 2 ฝ่าย ต่อสู้นำสืบพยานอย่างเต็มที่ จึงต้องเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายสืบพยานอย่างเต็มที่จนเสร็จสิ้นกระบวนการก่อน แล้วค่อยนำคดีเข้าสู่แผนฟื้นฟูฯ ซึ่งกรณีการกระทำประมาทจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ ในศาลนี้ยังไม่เคยมีคดีเข้าสู้ขั้นตอนการเยียวยามาก่อน ซึ่ง กระบวนการเยียวยาเป็นการดำเนินการในส่วนของคดีอาญา ไม่เกี่ยวข้องกับคดีแพ่งแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม วันที่ 2 ก.ค.2555 ศาลได้นัดให้ทั้งสองฝ่าย เข้าพบนักจิตวิทยา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการไกล่เกลี่ย แต่ยังไร้เงาสาวซีวิค และกระบวนการไกล่เกลี่ย เจรจาไม่มีข้อสรุป แต่ ก็มีการเผยข้อมูลว่า สาวซีวิคไม่รับสารภาพ เนื่องจากเกรงมีผลคดีแพ่งเรียก120ล. จนทำให้ไม่สามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยียวยาได้

 

ข่าวสารที่ห่างหายทำให้มีการติดตามจากชาวอนนไลน์ในความคืบหน้าคดีดัง กล่าว เพื่อทวงความยุติธรรมกับ 9 ศพ ที่เสียชีวิต ก่อนที่จะมีภาพของเธอในการร่วมกิจกรรมรับน้องที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ใบหน้าเต็มใบด้วยความสนุกสนาน จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

31 ส.ค. 2555 คดีสะเทือนขวัญ ที่เป็นคดีประวัติศาสตร์ ได้จบลงด้วยบทสรุปที่ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พิพากษาจำคุกสาวซีวิค 2 ปี โทษรอลงอาญา 3 ปี พร้อมสั่งคุมประพฤติห้ามขับรถจนถึง 25 ปี

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีประจักษ์พยานให้การยืนยันการเหตุการณ์ ทั้งผู้โดยสารที่อยู่ในรถตู้และเจ้าหน้าที่ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งขับรถตามหลังมาและเห็นเหตุการณ์ รวมทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริง ฐานขับขี่รถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การนำสืบพยาน เป็นประโยชน์ต่อคดี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือลงโทษจำคุก 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี พร้อมสั่งคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์

ส่วนข้อหาใช้โทรศัทพ์มือถือขณะขับรถ โจทก์ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวจริง จึงพิพากษายกฟ้อง

คำตัดสินของศาล เป็นบทสรุปชี้ชัด ว่าผลการตัดสินของศาลเป็นที่สิ้นสุด และจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมหรือไม่ เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจทีเดียว

 

ขอบคุณที่มาของข่าว Mthai News

รถบรรทุก
Today
118

This Month
13,192

Total
713,139
Copyright : 2014 Truckthailand.co.th
Design By Cw.in.th